Home Course Medical Residency Training.download pdf file


Medical Residency Training วิธีการฝึกอบรม

สถาบันฝึกอบรมมีการกำหนดสัดส่วนของการเรียนรู้ จากการปฏิบัติงานและการเรียนรู้ในห้องเรียน ให้เหมาะสมโดยสอดแทรกการปรับเจตคติและการเรียนรู้ด้วยตนเองไปตลอดหลักสูตรเป็นกระบวนการพัฒนาโดยอาศัยการทำงานในสถานการณ์จริง ซึ่งจะทำให้แพทย์/สัตวแพทย์ได้เรียนรู้การแก้ปัญหาสาธารณสุขด้วยตนเอง (Two years in-services training program)
แพทย์ที่ผ่านการปฎิบัติงานเิ่พิ่มพูนทักษะ 1 ปีแล้ว สามารถสมัครเข้าฝึกอบรมได้ตามขั้นตอนของแพทยสภา
1. ระยะเวลาการฝึกอบรม
มีกำหนด 2 ปี โดยแบ่งระยะเวลาฝึกอบรม ดังนี้
ปีที่ 1
แพทย์/สัตวแพทย์ที่เข้ารับการอบรม จะได้รับการปฐมนิเทศและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อให้เข้าใจวิธีการเรียน และมีความรู้พื้นฐานเรื่องหลักระบาดวิทยา ชีวสถิติ และระบาดวิทยาของโรคต่างๆ พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติทางด้านการเฝ้าระวังและสอบสวนทางระบาดวิทยา ได้แก่
1. ปูพื้นฐานความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบาดวิทยาและชีวสถิติ 4 สัปดาห์
2. ฝึกปฏิบัติการเฝ้าระวังและสอบสวนทางระบาดวิทยาในพื้นที่จริง
3. ฝึกปฏิบัติการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ กำหนดระยะเวลา 1 สัปดาห์
4. ดำเนินการสอบสวนทางระบาดวิทยา พร้อมสรุปรายงานเบื้องต้นส่งสำนักระบาดวิทยา
5. นำเสนอผลการทำงานที่ได้รับมอบหมายทุกงานในที่ประชุมวิชาการของ FETP พร้อมบทคัดย่อ (Abstract)
6. รับฟังการบรรยายเพิ่มเติม เรื่องระเบียบวิธีการวิจัย ชีวสถิติ และระบาดวิทยาของโรคติดเชื้อ/โรคไร้เชื้อ/โรคเอดส์/โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และการบาดเจ็บ
7. อ่านหรือวิจารณ์บทความวิชาการ ตามที่ได้รับมอบหมาย
8. ฝึกปฏิบัติงานเฝ้าระวังโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล 4 สัปดาห์
ปีที่ 2
แพทย์/สัตวแพทย์ที่เข้ารับการอบรมจะผ่านกระบวนการเจียรนัยงานที่ได้ทำในปีที่ 1 ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถเผยแพร่แก่สาธารณชนได้และสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาสาธารณสุข รวมทั้งทำงานวิจัยหรือโครงการที่ได้รับมอบหมาย และฝึกปฏิบัติงานด้านระบาดวิทยาจากสถาบันสมทบ ตามกระบวนการต่างๆ ได้แก่
1. ทำโครงการหรือการศึกษาทางระบาดวิทยา (โครงการวิเคราะห์สถานการณ์โรคและภัยสาธารณสุข) ครบวงจร 1 เรื่อง ตั้งแต่ทบทวนวรรณกรรม เขียนโครงร่างการวิจัย ดำเนินการ สรุปผลนำเสนอ และบันทึกเป็นรายงานหรือบทความส่ง
2. เขียนและนำเสนอผลการทำงานในที่ประชุมวิชาการระดับประเทศ (อย่างน้อย 1 เรื่อง) หรือต่างประเทศ (ตามที่ได้รับการคัดเลือก)
3. เป็นพี่เลี้ยงงานออกสอบสวนโรคให้กับปีที่หนึ่ง
4. เป็นวิทยากรผู้ช่วยหรือวิทยากรหลัก อย่างน้อย 1 เรื่อง
5. อ่านหรือวิจารณ์บทความวิชาการ และฟังการบรรยายทางวิชาการตามที่กำหนด
6. ศึกษาดูงานในต่างประเทศ นำผลงานหรือผลการวิจัยไปขอคำปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ (เฉพาะผู้ที่ผ่านการประเมิน)
2. การสอบวุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงระบาดวิทยา
แพทย์ระบาดวิทยาภาคสนามผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร 2 ปี และได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในระดับหลังปริญญาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิตหรือเทียบเท่าตามที่แพทยสภากำหนด จะมีสิทธิ์สอบขอรับวุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงระบาดวิทยา จากแพทยสภาได้
3. การประเมินผล
ผู้รับการอบรมจะได้รับการประเมินผลเป็นรายบุคคลทุก 6 เดือน (เดือนธันวาคมและพฤษภาคม) โดยให้ทำรายงานการประเมินผลการศึกษา (Port folio) และแบบติดตามงานส่งพร้อมผลงาน นอกเหนือจากการประเมินผลงานแต่ละชิ้นโดยอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ที่ประชุมอาจารย์จะได้ประเมินพัฒนาการในภาพรวมตามหัวข้อต่อไปนี้
1) ความรับผิดชอบและคุณภาพของงานที่ได้รับมอบหมาย
2) ทัศนคติต่อการเรียนรู้และการทำงาน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
3) ทักษะที่ควรต้องมี
4) ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น
ในเดือนธันวาคมของทุกปี จะมีการประเมินความเข้าใจและความสามารถในการนำความรู้ทางระบาดวิทยาและการนำไปประยุกต์ใช้ของผู้รับการอบรมทั้งปีที่ 1 และปีที่ 2 โดยคำถามแบบข้อเขียน และการประเมินปากเปล่า (ผู้รับการอบรมที่ผ่านการประเมินในภาพรวม จะมีสิทธิได้รับ ประกาศนียบัตร (Certificate of Accomplishment on Field Epidemiology Training Program) เมื่อส่งงานซึ่งรับรองโดยอาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้วครบ 5 ชิ้น ภายในระยะเวลา 2 ปี ของการฝึกอบรม ได้แก่ งานสอบสวนทางระบาดวิทยา (Epidemiological Investigation) 3 ชิ้น งานวางระบบหรือประเมินผลหรือวิเคราะห์ข้อมูลการเฝ้าระวัง (Surveillance) 1 ชิ้นและงานโครงการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขหรือการศึกษาทางระบาดวิทยา (Epidemiological Field Study) 1 ชิ้น)
4. การประชุมวิชาการของ FETP และภาษาที่ใช้
เนื่องจากโครงการ FETP ต้องการสร้างนักระบาดวิทยาที่สามารถติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอื่นๆ ได้ จึงให้ผู้รับการอบรมสรุปเรื่องที่ไปอ่านมาหรือนำเสนองานด้วยการใช้ภาษาอังกฤษ ในที่ประชุมวิชาการประจำสัปดาห์
5. การจัดลำดับความสำคัญของการเรียนจากการปฏิบัติงานจริง
หลักสูตรการฝึกอบรมนี้ เป็นการเรียนแบบผู้ใหญ่ โดยผู้รับการอบรมจะได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นชิ้นๆ และมีการกำหนดอาจารย์ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงให้ เป็นหน้าที่ของผู้รับการฝึก ในการขวนขวายหาหนังสืออ่านและเข้ารายงานที่ปรึกษาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัญหาในการทำงาน การฝึกอบรมในรูปแบบนี้ จะเหมือนสถานการณ์การทำงานจริงข้อหนึ่ง ได้แก่ การต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดในการทำงานมากเกินไป ผู้รับการอบรมจะต้องจัดลำดับความสำคัญของชิ้นงาน ข้อแนะนำของโครงการฯ ได้แก่ ในการฝึกอบรมปีที่หนึ่ง งานสอบสวนโรคเป็นความสำคัญที่หนึ่ง และในปีที่สอง งานการศึกษาทางระบาดวิทยามีความสำคัญที่หนึ่ง อย่างไรก็ตามในทั้งสองปี เมื่อมีภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือหน้าที่ตามตารางเวร เช่น เวร SRRT จะมีความสำคํญเป็นลำดับหนึ่ง นอกจากมีการตกลงแลกเวรเป็นที่เรียบร้อย โดยสรุปการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้มาก ถ้าผู้เรียนมีความใฝ่รู้และทำงานหนัก โดยทั้งมีความเป็นมืออาชีพ เช่น ตรงต่อเวลา รักษาสัญญา เป็นต้น
6. ระบบการสนับสนุนการเรียนรู้
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกลุ่มวิจัยและพัฒนานักระบาดวิทยา กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ผู้เข้ารับการอบรมจำเป็นจะต้องใช้ระบบเอกสารแบบเดิมและระบบใหม่ควบคู่กันไปก่อนจนกว่าระบบจะเข้าที่ สิ่งสนับสนุนอื่นๆมีดังต่อไปนี้
o ห้องสมุด FETP และห้องสมุดต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข เช่น
องค์การอนามัยโลก กรม อนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Thai US Collaboration (TUC) สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา สถาบันบำราศนราดูร
o การสืบค้นงานวิชาการ โดย Internet ของสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ และการติดต่อกับเครือข่ายต่างๆ โดยใช้ e-mail
o ตำราพื้นฐานทางระบาดวิทยาภาคสนาม และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
o โต๊ะทำงานประจำตัว และอุปกรณ์สำนักงาน
o Notebook computer และ accessories
หมายเหตุ
- หากเครื่อง Notebook computer มีการชำรุดเสียหายจากการใช้งานตามปกติ โครงการฝึกอบรม ฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
- ในกรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมระหว่างการฝึกอบรม แล้วเกิดปัญหาจากการใช้อุปกรณ์เสริม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง
7. สิ่งที่ต้องส่งให้โครงการฯเมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรม
o Notebook computer และ accessories ในสภาพเดิม
หมายเหตุ ในกรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ติดตั้งอุปกรณ์เสริม
- เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมสามารถถอดอุปกรณ์นำกลับไปได้
o ข้อมูล/เอกสารที่ได้จากการศึกษาระหว่างการฝึกอบรม ในรูปแบบ electronic ดังนี้
- รายงานเบื้องต้นส่งผู้อำนวยการสำนักระบาด
- รายงานฉบับเต็ม หรือ manuscript หรือ WESR
- Presentation files ทั้งหมด (บทคัดย่อ power point และ poster presentation )
- ข้อมูลดิบ ทั้งที่เป็นข้อมูลรายบุคคล ข้อมูลทางด้านห้องปฏิบัติการ และอื่นๆ พร้อม
- Codebook และแบบสอบถาม
หมายเหตุ
การศึกษาใดๆ ที่ได้งบประมาณสนับสนุนจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากสำนักระบาดวิทยา ให้ถือว่าความเป็นเจ้าของข้อมูลและผลงานการศึกษาชิ้นนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ก่อนที่จะเริ่มทำการศึกษา
8. ระเบียบวินัย
แพทย์/สัตวแพทย์ที่เข้ารับการฝึกอบรม จะปฎิบัติงานเสมือนเป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบของข้าราชการพลเรือนในทุกเรื่อง เช่น การเซ็นชื่อมาทำงาน (เซ็นชื่อทุกครั้งที่มาปฏิบัติงาน หากมีความจำเป็นต้องไปราชการหน่วยงานอื่น ให้ทำบันทึกขออนุมัติหัวหน้ากลุ่มงานก่อน การลา (ดูได้จากระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2535 (แก้ไข พ.ศ. 2539) ในปฎิทินสาธารณสุข) เช่น มาสายได้ไม่เกิน 18 ครั้งใน 6 เดือน (36 ครั้ง/ปี), ลาป่วยและลากิจ ไม่เกิน 45 วัน/ปี, มิฉะนั้นจะไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน การเบิกจ่ายจากงบประมาณหรือแหล่งต่างๆ เช่น การยืมเงินทดรองราชการ ถ้ามีแผนงานล่วงหน้าให้ทำเรื่องยืมเงินก่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ยกเว้นกรณีเร่งด่วน (สอบสวนโรค) เมื่อกลับมาแล้วให้ทำฏีกาส่ง ภายใน 15 วัน พร้อมแนบหลักฐานการจ่ายให้ครบ เช่น กากตั๋วเครื่องบินพร้อมใบเสร็จ ใบเสร็จและ Folio ค่าเช่าพักในโรงแรม (ยกเว้นกรณีเบิกที่พักเหมาจ่าย) รวมถึงการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ฯลฯ